ตาย-เป็น: การแพทย์สมัยใหม่ ความตาย และความหมายของปลายทางชีวิต (Being Mortal: Medicine and What Matters in the End)

IMG20180303195502

อนาคตไม่แน่นอน และเราก็ตายได้เพียงครั้งเดียว เมื่อชีวิตเดินมาถึงจุดที่อ่อนแอและเปราะบางยิ่ง เราจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความหมายได้อย่างไร

หนังสือสำหรับการเตรียมตัวเตรียมใจที่ไม่เพียงทำให้เรามองเห็นชีวิตตัวเอง แต่ยังมองย้อนและมองไปยังผู้คนที่รักเราด้วย

ผ่านการยกเคสต่าง ๆ นานาของผู้ป่วยโรคร้ายแรงระยะสุดท้าย คนชราที่ถูกรุมเร้าด้วยความเสื่อม การอยู่ร่วมกับสังขารที่ไม่อำนวย กระทั่งสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ไม่ค่อยเอื้อให้มีอิสระในร่างกายอันเปราะบางของเราเอง

เรายังเยาว์ ความชรายังอีกแสนไกล กระนั้นเราก็รู้สึกกลัวกับภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การย้อนกลับไปเป็นเด็กใต้ผิวหนังเหี่ยวย่น การตัดสินใจในสุขภาพร่างกายอาจขึ้นอยู่กับลูกหลาน ซึ่งตรงข้ามกับความต้องการของตัวเราเอง นั่นจะเป็นความสุข ความหมายของชีวิตหรือเป็นความทรมานกันแน่ เราไม่อาจตอบได้จนกว่าจะถึงวันนั้น แต่ ณ ขณะที่อ่าน เรารู้แก่ใจเลยละว่าตัวเองต้องการความแก่ชรา หรือชีวิตห้วงสุดท้ายแบบไหน

ควบคุมจังหวะชีวิตของตัวเองได้ ต่อให้มันจะสั้นลงหน่อยก็ไม่เป็นไร

ความสุขอาจไม่ใช่ว่าอยู่นานเท่าไหร่ แต่คืออยู่แบบไหนต่างหาก

ในอนาคตการแพทย์อาจก้าวหน้ายิ่งขึ้นกว่านี้ มีวิธีมากมายสำหรับยื้อชีวิต รักษาความป่วยไข้ ชะลอความชรา แต่ถึงอย่างไรชีวิตก็มีขีดจำกัด ซึ่งเราต้องยอมรับ และมองมันบนพื้นฐานความจริง และความต้องการของตัวเอง

Advertisements

เถ้าถ่านแห่งวารวัน (The Remains of the Day)

Dbx-jtDU0AIG20_

ชอบความรู้สึกหลังอ่านจบมากกว่าขณะอ่าน

รวดร้าวอย่างเงียบเชียบ มันเป็นความหม่นเศร้าที่จับต้องไม่ได้ มองผาด ๆ อาจไม่เห็น อยู่ภายใต้มารยาท ศักดิ์ศรี ภักดีต่อเจ้านาย

ฉากและชีวิต รวมถึงความสุขถูกคลุมทับด้วยเกมสงคราม ประวัติศาสตร์หนาหนักของผู้มีภูมิ ที่เราไม่รู้แน่ว่าสตีเวนส์ตระหนักถึงมันบ้างไหม เรารู้สึกว่าสิ่งที่สตีเวนส์มองเห็นมีเพียงเจ้านาย ในโลกแคบ ๆ แต่ยิ่งใหญ่ของเขาเหมือนจะมีเพียงเท่านั้น กับความรัก ความอื่น ๆ เขาก็อาจเห็นมั้ง แต่พยายามมองข้ามมันไป จนไม่เหลืออะไรซักอย่างนอกจากความทรงจำไว้ให้มองย้อนกลับไปว่าได้ผ่านอะไรมาบ้าง

เราไม่ได้ตั้งใจอ่านเอาเนื้อสักเท่าไหร่สำหรับเล่มนี้ ทุกหน้าที่เปิดผ่านเราจับได้แต่ความหม่นอึน ความพยายามในศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่ของบ้าน น่ากลัวจริง ๆ ว่าวันดีคืนดีมันจะกดลงมาทับไหล่เขาจนหัก

เรานับถือคนแบบนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราคงไม่มีทางเป็นได้ เราไม่ใช่คนทุ่มเทกับภาระหน้าที่มากขนาดนี้ ไม่ใช่คนที่จะยังใจเย็นอยู่ได้ในสถานการณ์กดดันอย่างสตีเวนส์

ศักดิ์ศรีของตัวเองคืออะไร เราก็ยังพยายามหาอยู่ หวังว่าจะเจอสักวัน

ประวัติศาสตร์หยาดฝน (Rain: The Natural and Cultural History)

IMG20180330113350

ฝนเป็นทั้งของขวัญและฝันร้าย

Informative ย่อยง่าย อ่านเพลิน ถ้าชอบฝนอยู่แล้วจะยิ่งสนุก ทุกอย่างไม่ใช่แค่ฝน แต่เป็นถึงฝนเชียวนะ ว่าเรื่องฝนบนโลกในยุคเริ่มแรก ความงมงายในยุคสมัยที่ยังหาคำอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติไม่ได้ เกี่ยวพันกับการล่าแม่มด ตามมาด้วยกาฬโรคครั้งใหญ่ในยุโรป ฝนในการสงคราม ฯลฯ อ่านถึงพื้นที่ฝนตกชุกที่สุดในโลก ก็อยากจะไปเมฆาลัยสักครั้ง ว่าไปนั่น

ความอุดมสมบูรณ์สร้างอารยธรรม ในทางกลับกันก็ทำลายล้างสิ่งที่มันสร้างขึ้นได้เหมือนกัน การเก็บกลิ่นฝนน่าสนใจมาก นี่ก็รู้ละว่ากลิ่นฝนคือแบคทีเรีย แต่ก็ไม่คิดว่าจะเก็บกลิ่นมันมาได้โดยไม่ต้องเคมีสังเคราะห์ แถมแต่ละพื้นที่ก็ยังกลิ่นไม่เหมือนกันด้วย เมื่อได้กลิ่นจึงทำให้คะนึงหาถึงสถานที่หรือบางคนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นฝนที่ทำให้ nostalgia อาจจะมาจากประสบการณ์มากกว่าละนะ

ความหวังกับการบุกเบิกพื้นที่ทำกินของอเมริกายุคเจฟเฟอร์สัน บทเรียนจากการพยายามเอาชนะธรรมชาติ จนถึงการพยายามอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติ และสุดท้ายสิ่งที่เราตระหนักไม่ว่าจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เล่มไหนคือ โลกเรากำลังเปลี่ยนไป… อย่างรวดเร็วมาก ๆ

จากดวงจันทร์

29261708_1631994470183658_621733087742525440_n.jpg

“…ความถวิลหาก็เป็นเรื่องเศร้า แต่ก็มีความสุขเจือบ้างเหมือนกัน..”

เล่มบาง ๆ แต่บรรจุมุมมองต่อความรักไว้มากมาย พวกเธอทุกคนเหมือนล้วนมาจากดวงจันทร์ แปลกแยก น่าสงสาร และต่างก็มี “สิ่งหลัก” ของตัวเอง อืม ความรักนั่นละ

ปกติจะไม่ค่อยอินเรื่องรักใคร่ ยิ่งรักเพ้อคลั่งแบบย่า แต่เรื่องนี้กลับทำให้เราชอบได้ คงด้วยสำนวนผู้แปล จังหวะแบบเรื่องเล่า อึดอัด ขมอมหวาน แต่ก็ซื่อตรงจนไม่อยากตัดสินการกระทำของย่าหรือว่าใคร

นี่อ่านจบก็คิดอยู่นะว่าตัวเองก็น่าจะมาจากดวงจันทร์เหมือนกัน แต่คงไม่ใช่ดวงเดียวกับย่าหรอก

ประวัติศาสตร์นับศูนย์: สู่การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 (The Sixth Extinction: An Unnatural History)

IMG20180312140405

หนังสือพูดถึงการสูญพันธุ์ของสายพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งที่หายไปแล้วและกำลังจะหายไป สืบสาวสาเหตุและสภาพนิเวศของชนิด ก่อนและหลังการสูญพันธุ์ อ่านสนุก แต่ก็รู้สึกสิ้นหวังนิดหน่อย

ทฤษฎีการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ๆ ในอดีตไม่มีกลไกชัดเจน วิกฤติที่ดูเล็กน้อยอาจใหญ่โตเมื่อธรรมชาติเชื่อมโยงกันทั้งหมด แต่ในยุคมนุษย์เริ่มครองโลก เราไร้ข้อกังขาว่าสาเหตุนั้นคือมนุษย์แน่นอน เราอพยพ เราเปลี่ยนชีวภาค เรากอบโกย ฯลฯ ทำให้สมดุลเสียไปหมด และอย่างที่ว่ามันเกี่ยวกันเป็นลูกโซ่

ชอบมุมมองที่ว่า สำหรับช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ สองสามพันปีนั้นเป็นแค่เศษเสี้ยว แต่สำหรับผู้ทำลายอย่างมนุษย์แล้วมันยาวนานมากจนยากจะสังเกต/ใส่ใจว่ามีสิ่งมีชีวิตชนิดใดหายไป

ไปกินแค่กาแฟ

มีร้านกาแฟในสุรินทร์ร้านหนึ่งที่ชอบมาก และเสียดายมากที่รู้จักช้าไป หาเจอในตอนที่อีกไม่กี่เดือนก็จะย้ายไปต่างจังหวัดแล้ว

ร้านอยู่ในซอกเล็ก ๆ ไม่กี่ตารางเมตร มีเคาน์เตอร์ไม้ด้านหน้าตัวหนึ่ง เก้าอี้ยาว 3 – 4 ตัว แอร์ไม่มี แค่พัดลมตัวเดียวที่เอาไม่ค่อยอยู่ในหน้าร้อน บรรยากาศอาจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่กาแฟอร่อย และเก้าอี้ที่มีน้อยตัวนั้น เราชอบมากทีเดียว ทุกครั้งจะไปคนเดียว เพราะร้านแคบ ๆ ร้อน ๆ แบบนั้นไม่เหมาะจะนั่งชิลกับเพื่อนเท่าไหร่ ฮ่า ๆ บางครั้งก็ได้นั่งกับคนอื่น ได้คุยด้วย ซึ่งถ้าไปกินร้านปกติคงจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเท่าไหร่

สิ่งที่ติดใจเรานอกจากบรรยากาศร้านแล้วก็คือ

1. กาแฟที่ต้มด้วยหม้อม็อกก้า รู้สึกว่ารสที่ได้จะเข้มขมมาก ปกติไปร้านไหน ๆ ก็จะสั่งแต่เอสเปรสโซ่ แต่ที่นี่เราขอแค่อเมริกาโนก็พอค่ะ ฮ่า ๆ ส่วนเมล็ดกาแฟเราไม่สันทัดก็ขอละไว้ละกัน

EUxS5lBL

2. เจ้าของร้านน่ารักทั้งสองคนเลย ใส่ใจและดูแลอย่างเป็นกันเอง เปรี้ยวไหม ? ขมไหม ? เป็นคนต่างจังหวัดเหรอ ? รอบนี้ก็เอาอเมริกาโน่ ? บางครั้งก็จะมีคำถามประมาณนี้ ซึ่งเราคุยไม่เก่งเท่าไหร่ ก็ถามคำตอบคำ ฮือ อยากคุยด้วยอยู่นะคะ

DXwbgwJVAAAdAMc

3. แถมน้ำชา ปกติเราจะนั่งกินที่ร้านเลย ก็จะมีน้ำเปล่าหรือน้ำชาให้ด้วย นาน ๆ ครั้งจะแวะเวลากลับบ้าน หรือเข้าเมือง ความลุ้นอยู่ที่วันที่เราไปนั้นจะถูกช่วงชาอะไร บางครั้งก็มะลิ ชาไทย ชาจีน อูหลง ร้อนหรือเย็นก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

เขียนถึงในวันที่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้กินกาแฟร้านนี้ เพราะต้องย้ายอีกแล้วววว

IMG20180308120004

Wrap-up February

IMG20180228174358.jpg

สรุปรวม…เป็นเดือนที่ยุ่งมาก เข้าเมืองทุกวันหยุดเลย เคลียร์จ็อบ ปิดงานจนหัวหมุน แถมยังกลับมาเริ่มทำสต็อกอีก งานราษฎร์งานหลวงเอาหมด แต่หนังสือก็ยังอ่านอยู่นะ ที่พกไปมาได้เลยเป็นการ์ตูนซะส่วนใหญ่
รวบรวมมาจากโน้ต บันทึกที่เขียนไว้ที่นั่นที่นี่บ้าง

1. BookmarX
อ่านแต่เรื่องสั้นกับบทสัมภาษณ์ ชอบเรื่องสั้นในเล่มนะ โดยเฉพาะ ‘ปอก’ มันจบได้สุดตีนจริง ๆ ชอบโว้ยยยย ส่วนของเรื่องของคาซุโอะ อิชิกุโระ เป็นเรื่องสั้นที่มีพล็อตเรียบง่ายระหว่างมื้ออาหารของพ่อกับลูกชาย แต่บรรยากาศ และบทสนทนาน่าอึดอัดเกือบขนลุกในความไม่แน่ใจว่าเรื่องจะจบแบบไหน นับถือเลยฮะที่ทำให้เราหวาดระแวงได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เหนื่อย // บทสัมภาษณ์ ทำไมลุงมีแพสชันอะไรขนาดนี้

2. เมียซามูไร
ความรักหลากมุมหลากชาติ บางเรื่องก็เจ็บปวด ไม่สิ หน่วงใจเกือบทุกเรื่องเลย เป็นกึ่ง ๆ สารคดี เลยรู้สึกสะเทือนใจมากหน่อย

3. คนแปลกหน้า ผู้ตกต่ำ
กามูส์เรื่องแรกน่าเบื่อสัด แต่ยอกย้อนดี สมกับเป็นคน แม่งทำไมต้องมีเหตุผลให้ทุกเรื่องในชีวิตด้วยวะ แค่พอใจก็พองี้ไม่ได้เรอะ และก็ตอนสุดท้ายทำให้นึกถึงภาวะของนักโทษประหารในวันสุดท้ายของนักโทษประหารที่เพิ่งอ่านจบไปก่อนหน้าด้วย

4. หิมะ
จบลงที่ 4 เดือนพอดี…
เคยบ่นไว้ว่าระหว่างหิมะกับปี 2017 อะไรจะจบก่อนกัน สรุปคือปี 2017 ค่ะ สนุกแต่ก็เหนื่อยอะ ชีวิตเหนื่อยแล้วยังต้องมาอ่านหนังสือหนา ๆ อีก เรารำคาญพาร์ทความรักของคาต่ออิเป็ค คือไม่อินกับความลุ่มหลงอะไรแบบนี้ ในส่วนการปะทะกันของแนวคิดทางการเมืองกับศาสนา เราอิ่มกับตรงนี้มากกว่า ชื่นชมผู้เขียนที่สร้างตัวละครที่เปี่ยมด้วยเลือดเนื้อ มีความคิด จุดยืน และความย้อนแย้งซึ่งทำให้เราเกือบเชื่อเลยว่าพวกเขามีตัวตนอยู่จริง ๆ ในโลกใบนี้… ใช่ คนแบบนี้คงหาไม่ยากหรอก

5. ปริศนาหัวกะโหลก
หลากคดีเกี่ยวพันกับ “หัวกะโหลก” เกือบทุกหน้าที่เปิดผ่านเต็มไปด้วยเศษเสี้ยวการฆาตกรรมที่ยิ่งรู้ยิ่งเต็มไปด้วยปริศนา นอกจากกะโหลกแล้วเราก็หาความเชื่อมโยงมันไม่ได้เลย และเมื่อทุกอย่างเริ่มจัดวางลงที่ทางที่ถูกต้อง เราถึงกับร้อง มันเป็นสืบสวนสอบสวนที่เล่นใหญ่ ถึงใหญ่มากกกก วิธีการจับพวกมันมาเชื่อมโยง โดยจูเซนจิ อากิฮิโกะ หรือเคียวโคคุโด เจ้าของร้านหนังสือเก่า พระชินโต และนักปัดเป่า ผู้มีความกีกอย่างมาก ประวัติศาตร์ ภูมิศาสตร์ จิตวิทยา ศาสนา ตำนานเทพ ไสย์เวทย์ ฯลฯ พี่แกเชี่ยวชาญหมด อย่างกับสารานุกรมญี่ปุ่นแน่ะ ฮ่า ๆ เราทั้งปวดหัวและชื่นชม อ.นัตสึฮิโกะ ผู้เขียนต้นฉบับเลยล่ะ เพราะการจะสร้างตัวเคียวโคคุโด ให้ทั้งน่าขนลุกและมีเสน่ห์ลึกลับด้วยความรู้มากมายผิดมนุษย์มนาแบบนี้ ผู้เขียนคงต้องมีความกีกไม่น้อยไปกว่ากัน

6. กล่องภูตพราย
ยังซับซ้อนพันกันยุ่งเหยิงเหมือนเดิม อ่านมาแล้วสองเรื่อง (เท่าที่มีแปลไทย) รู้สึกว่าเอกลักษณ์ของอ.นัตสึฮิโกะก็คือคดีมากมายที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่สุดท้ายจะค่อย ๆ มาบรรจบกันที่ความบิดเบี้ยวของใครหลาย ๆ คนนี่แหละ

7. นักโทษประหาร 042
ได้มือสองมาถูกมากกกก และรู้สึกรักมากกกกเลย
ตั้งคำถามต่อโทษประหารชีวิตว่ามีเพื่ออะไร นักโทษนั้นเป็นมนุษย์คนหนึ่งใช่หรือไม่ เราตัดสินคนพวกนี้อย่างไร โดยรวมมันค่อนข้างโหดร้ายและก็หนักมากในประเด็นความเป็นความตายของนักโทษ ที่คนตัดสินนั้นก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่ากัน เป็นมนุษย์ที่ตรรกกะบิดๆ เบี้ยวๆ นี่แหละ ถึงอย่างนั้นท่ามกลางความขมเล็ก ๆ ก็ยังอ่อนโยนด้วยตัวของเรียวเฮย์ที่เกิดความรู้สึกคุ้นเคยและรักผู้คนขึ้นมา คนรอบข้างที่เอาใจช่วยให้เขาอยู่ในสังคมได้เหมือนคนธรรมดา แม้ว่าในหัวจะมีชิประเบิดฝังอยู่…

8. เจ้าสาวแห่งทางสายไหม
อ่านจบรอบที่สองแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรอ่านนะ แต่ได้ยินว่าที่ญี่ปุ่นเล่ม 10 ออกแล้วเลยคิดถึงขึ้นมา (ที่ไทยจะออกเมื่อไหร่ไม่รู้) เรื่องนี้แค่ลายเส้น และวัตนธรรมชาวสายไหมก็คุ้มราคาแล้ว คาร์ลุกยังงานดี ฮือ เราไม่ใช่โซตะค่อนนะ แต่น้องอ่อนโยนเกินวัยแบบนี้ พี่ให้เป็นข้อยกเว้นค่ะ ฮ่า ๆ